โอ้กะจู๋

‘โอ้กะจู๋’ แก้เกมอย่างไรในวันที่ยอดขายไม่เหมือนเดิม หลังขาดทุน 3 ไตรมาสติดต่อกัน

จากแบรนด์ร้านอาหารสุขภาพที่เคยเป็นหุ้น IPO สุดฮอตในตลาดหลักทรัพย์ วันนี้ “โอ้กะจู๋” ภายใต้บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน) หรือ OKJ กำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ที่ต้องปรับกลยุทธ์ธุรกิจให้กลับมาปกติอีกครั้ง

 

ผลประกอบการขาดทุนต่อเนื่องถึง 3 ไตรมาสติดต่อกันของแบรนด์ เริ่มจากไตรมาส 4 ปี 2568 ที่ขาดทุน 34.3 ล้านบาท ตามด้วยไตรมาส 1 ปี 2569 ขาดทุน 30.4 ล้านบาท และไตรมาส 2 ปี 2569 ขาดทุนอีก 25 ล้านบาท โดยรายได้จากการขายในไตรมาส 2 อยู่ที่ 585.5 ล้านบาท ลดลงถึง 14.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน

 

ท่ามกลางสถานการณ์นี้ คำถามสำคัญคือแบรนด์ที่เคยเป็นตัวตึงของวงการอาหารสุขภาพไทยจะพลิกเกมกลับมาอย่างไรโดยผู้บริหาร OKJ ยอมรับผ่านเวทีชี้แจงนักลงทุนว่าธุรกิจได้รับแรงกดดันจากกำลังซื้อผู้บริโภคที่ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ ประกอบกับการแข่งขันในตลาดร้านอาหารสุขภาพที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่เคย ทำให้ยอดขายที่ลดลงกระจุกตัวอยู่ในสองจุดหลัก คือรูปแบบร้านอาหารบริการเต็มรูปแบบ (Full-Service Restaurant) ของแบรนด์โอ้กะจู๋ และช่องทาง Delivery กับ Kiosk เช่นเดียวกับแบรนด์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ “โอ้ จู๊ซ” ที่ได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน

 

 

นอกจากนี้จากการรับฟังความคิดเห็นของลูกค้าผ่านโซเชียลมีเดีย บริษัทพบว่าปัญหาหลักที่ลูกค้าสะท้อนกลับมาคือขนาดเมนูอาหารที่ใหญ่เกินไป ราคาที่สูง และคุณภาพการบริการที่ยังต้องปรับปรุง เพื่อพลิกสถานการณ์ธุรกิจให้ฟื้นตัวกลับมาอีกครั้ง จึงปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ แบ่งเป็น 3 แนวทางหลัก เริ่มตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

 

  1. Revamp การปรับปรุงเมนูใหม่

 

ลดจำนวนเมนูลงเพื่อให้ขั้นตอนการปรุงอาหารกระชับขึ้น ส่งผลให้เสิร์ฟอาหารได้เร็วขึ้นและแก้ปัญหาเรื่องความล่าช้าในการบริการที่ลูกค้าเคยร้องเรียน พร้อมปรับลดขนาดเมนูให้เล็กลงจากที่เคยถูกมองว่าใหญ่เกินไปสำหรับการรับประทานคนเดียวหรือมื้อเบาๆ

 

  1. Re-Price การปรับราคาใหม่

เปลี่ยนมาใช้ราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว และยกเลิกค่าเซอร์วิสชาร์จ ทำให้ลูกค้าเห็นราคาที่ต้องจ่ายจริงตั้งแต่แรกโดยไม่มีค่าใช้จ่ายแฝงเพิ่มเติม ช่วยลดความรู้สึกว่าราคาสูงเกินจริงเมื่อเทียบกับใบเสร็จ

 

  1. Cost Transformation การปรับโครงสร้างต้นทุน

 

มุ่งบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้การเติบโตในอนาคตมาจากการบริหารจัดการที่ดีขึ้น ไม่ใช่การเพิ่มราคาสินค้าเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นแนวทางที่สำคัญในช่วงที่กำลังซื้อผู้บริโภคยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

 

นอกจากการปรับตัวในแบรนด์หลัก OKJ ยังเดินหน้ากระจายความเสี่ยงผ่านพอร์ตแบรนด์ในเครือที่หลากหลายขึ้น ปัจจุบันมีทั้งแบรนด์ “โอ้ จู๊ซ” เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ 25 สาขา แบรนด์ “โจ วิงส์” ร้านอาหารไก่ปีก 7 สาขา และแบรนด์ “โอ้กะจู๋ แรปแอนด์โรล” ที่เพิ่งเริ่มขยายตัว การมีหลายแบรนด์ในพอร์ตช่วยให้บริษัทไม่ต้องพึ่งพารายได้จากแบรนด์หลักเพียงอย่างเดียว และยังเปิดโอกาสทดลองรูปแบบร้านและกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ไปพร้อมกัน เช่นเดียวกับการออกเมนู Collaboration ร่วมกับแบรนด์อื่นเพื่อสร้างความสดใหม่ และดึงกลุ่มลูกค้าที่กว้างขึ้น

 

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ