จากชมรมวิ่งแก้เหงาของ Gen Z สู่ธุรกิจระดับ 22 ล้านบาท Peak and Pace ถือเป็นตัวอย่างการสร้างรายได้จากคอมมูนิตี้อย่างชาญฉลาดโดย Owen Akhibi Herrera ที่ใช้กิจกรรม “วิ่งฟรี” เป็นจุดดึงดูด แล้วเปลี่ยนผู้เข้าร่วมให้กลายเป็นลูกค้าใน “งานปาร์ตี้และทริปหลังวิ่ง”
Owen Akhibi Herrera ก่อตั้ง “Peak and Pace” ขึ้นมาในฐานะชมรมวิ่งในปี 2024 ขณะทำงานด้านการเทรดหุ้นให้กับธนาคารเพื่อลงทุนใน J.P. Morgan โดยกิจกรรมที่จัดขึ้นจะให้วิ่งฟรี และกิจกรรมหลังวิ่งที่ต้องเสียค่าสมัครคิดเป็นราคาค่าตั๋ว 15 ถึง 25 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 504-840 บาท) ซึ่งในปี 2025 บริษัทมีรายได้กว่า 640,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 22 ล้านบาท) จากกิจกรรมนี้
“ไม่ใช่ทุกงานเลี้ยงที่จะทำกำไรได้ โดยรวมแล้วบริษัทมีอัตรากำไรอยู่ที่ 15%” Akhibi กล่าว
ด้วยกระแสเทรนด์สุขภาพที่มาแรง ทำให้ผู้คนหันมาใส่ใจตัวเอง ออกกำลังกายมากขึ้น หนึ่งในกิจกรรมที่ได้รับความนิยม คือการวิ่ง โดยชมรมวิ่งเกิดขึ้นมากมาย มีอย่างน้อย 200 ชมรม ที่อยู่ในนิวยอร์กเพียงเมืองเดียว จากข้อมูล Strava แอปฯ เกี่ยวกับอัตราการเข้าร่วมชมรมวิ่ง พบว่าในปี 2024 หลายกิจกรรมเปิดให้เข้าร่วมฟรี และมีผู้เข้าร่วมเพิ่มขึ้นเกือบ 60% ทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z จำนวนมากที่ย้ายไปทำงานเมืองใหม่ และต้องการมองหากลุ่มสังคม ซึ่งชมรวมวิ่ง ถือว่าตอบโจทย์ทั้งในเรื่องการหาเพื่อ และการต่อสู้กับความเหงา

ที่มารูปภาพ: เว็บไซต์ Peak and Pace
Akhibi ยอมรับว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มคนรุ่น Gen Z ที่มีความต้องการในเรื่องนี้ จึงเปิดตัว Peak and Pace ขึ้นมาเพื่อสร้างชุมชน รวมกลุ่มขึ้นมา หลังจากเจ้าตัวย้ายจากลอนดอนมาอยู่ที่นิวยอร์ก โดยเจ้าตัวมีความใฝ่ฝันที่จะสร้างรายได้จากคลับ ผ่านกิจกรรมที่สร้างขึ้นมา
ด้วยเป้าหมายนี้ทำให้ Akhibi มักจะใช้สื่อโซเชียลมีเดียโฆษณาชมรม Peak and Pace เป็นประจำทำให้มีผู้เข้าร่วมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากนั้น เขาได้จัดงานเลี้ยงในบาร์ต่อ มีดีเจมาสร้างความบันเทิง โดยคิดค่าใช้จ่ายประมาณ 20 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อผู้เข้าร่วม เมื่อจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมวิ่งเพิ่มมากขึ้น งานปาร์ตี้ก็ขยายใหญ่ขึ้นตาม ปัจจุบันไม่ได้มีแค่งานปาร์ตี้เท่านั้น แต่ยังมีทริปเดินป่า และเล่นสกีนอกเมืองอีกด้วย โดยในปี 2025 มีผู้เข้าร่วมงาน Peak and Pace มากกว่า 30,000 คน

ที่มา: เฟซบุ๊ก Peak and Pace
เหตุผลที่โมเดลนี้ได้ผลกับธุรกิจแบบนี้เป็นพิเศษวิเคราะห์ออกมา 3 ข้อด้วยกัน อย่างแรก คือต้นทุนของการวิ่งแทบเป็นศูนย์ ไม่มีค่าเช่าสถานที่ ไม่มีค่าอุปกรณ์ซับซ้อน ต่างจากปาร์ตี้ที่มีต้นทุนจริง (ดนตรี อาหาร สถานที่) จึงเก็บเงินได้อย่างสมเหตุสมผล อย่างที่สอง คือมันคัดกรองลูกค้าให้เองโดยธรรมชาติ คนที่มาวิ่งฟรีหลายครั้งแล้วยังอยู่ต่อคือคนที่มีแนวโน้มจะจ่ายเงินสูงอยู่แล้ว ไม่ต้องเสียเงินทำการตลาดตามหาลูกค้าใหม่ตลอดเวลา และอย่างที่สามคือมันสร้างรายได้ซ้ำ ไม่ใช่ขายครั้งเดียวจบ เพราะมีปาร์ตี้ใหม่ให้ซื้อตั๋วทุกสัปดาห์
ปัจจุบัน Peak and Pace มีทีมงานที่คอยบริหารจัดการกิจกรรมต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ และมีอิสระจากผู้ก่อตั้ง โดยบทเรียนที่ Akhibi ได้รับ คือการได้พบกับเพื่อนที่ชื่นชอบในสิ่งเดียวกัน, มิตรภาพที่เกิดจากความเข้าใจผู้อื่น และการทำงานในกิจกรรมต่าง ๆ ฝึกฝนให้เป็นคนที่มีความอดทนมากขึ้น
ที่มา: cnbc, peakandpace
เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ
Post Views: 70