ราคา

ราคาเดียวกัน บางคนบอก “แพง” บางคนบอก “คุ้ม” มองความคุ้มค่าผ่านมุมการตลาด

เกิดประเด็นดราม่าบนโลกโซเชียล เมื่อราคาของแบรนด์โยเกิร์ตสมูทตี้แห่งหนึ่ง หลังมีผู้ซื้อไปรีวิวว่าจ่ายราว 74 บาทต่อแก้ว แล้วรู้สึกว่าแก้วเล็ก ไม่คุ้มราคา ขณะที่เจ้าของแบรนด์ออกมาอธิบายว่า ราคานี้เป็นเมนูที่เพิ่มท็อปปิ้งอย่างไข่มุกทอง และโยเกิร์ตที่นำมาทำเป็นของคุณภาพ

 

เรื่องนี้ได้รับความสนใจเพราะเป็นเรื่องที่ทุกคนเจอในชีวิตจริง คือสินค้าราคาเดียวกัน แต่คนหนึ่งบอกคุ้ม อีกคนบอกแพง Smart SME จึงอยากใช้กรณีอธิบายตามหลักการตลาดว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร

 

  1. ความคุ้มค่า คือราคาเทียบกับสิ่งที่ลูกค้าเอามาเทียบ

 

เรื่องราคา คนไม่ได้ดูตัวเลขอย่างเดียว แต่จะเทียบกับ “ราคาอ้างอิง” ที่อยู่ในหัวตัวเอง (Reference Price)

 

ลูกค้าส่วนใหญ่คุ้นกับโยเกิร์ตถ้วยในร้านสะดวกซื้อ ที่ราคาไม่กี่สิบบาท และได้ปริมาณชัดเจนบนฉลาก เมื่อเจอโยเกิร์ตอีกแก้วราคา 74 บาท แต่ขนาดแก้วเล็ก เมื่อเทียบกับแบรนด์อื่น ๆ ในตลาดเดียวกัน สมองมักจะคำนวณอัตโนมัติว่าราคาต่อปริมาณสูงกว่าที่เคยจ่ายหลายเท่า จึงเกิดความรู้สึกว่า “จ่ายมากแต่ได้น้อย” และไม่คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป

 

แน่นอนว่ายิ่งแก้วที่ได้รับดูเล็กกว่าที่คาดไว้ ช่องว่างระหว่าง “ความคาดหวัง” กับ “สิ่งที่ได้” ก็ยิ่งกว้างขึ้น โดยลูกค้ามองถึงความไม่สมเหตุสมผล ทั้งที่ราคาอาจรวมต้นทุนวัตถุดิบ ท็อปปิ้ง และบริการไว้แล้ว ตรงกันข้ามหากลูกค้าเห็นปริมาณมากพอ หรือเข้าใจว่ากำลังจ่ายค่าท็อปปิ้งและประสบการณ์ ราคาเดียวกันอาจถูกมองว่าสมเหตุสมผล

 

2.ราคาเป็นสัญญาณบอกคุณภาพ ได้ทั้งสองด้าน

 

ราคาสูงบอกลูกค้าบางกลุ่มว่าวัตถุดิบดี ทำพิถีพิถัน แต่ลูกค้าอีกกลุ่มอ่านว่า “ตั้งราคาเกินจริง” ความต่างอยู่ที่ว่าลูกค้าเห็นหลักฐานรองรับราคาหรือไม่ เช่น ปริมาณที่ได้ วัตถุดิบ ท็อปปิ้ง หรือบรรยากาศร้าน ในกรณีนี้ประเด็นที่คนพูดถึงคือ “ขนาดแก้ว” เพราะเป็นสิ่งที่ลูกค้ามองเห็นทันที ขนาดแก้วเล็กกับราคาที่สูงจึงสร้างความรู้สึกว่าไม่คุ้มได้เร็วกว่าคำอธิบายเรื่องวัตถุดิบ

 

3.ต้นทุนที่มองไม่เห็น

 

ราคาขายหน้าร้านไม่ได้มาจากค่าวัตถุดิบอย่างเดียว ธุรกิจเครื่องดื่มและของหวานมีต้นทุนที่ลูกค้าไม่เห็น เช่น ค่าเช่าที่ในทำเลดี, ค่าแรงพนักงานและการฝึกอบรม, บรรจุภัณฑ์ แก้ว ฝา หลอด, ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเดลิเวอรี รวมถึงกำไรขั้นต้นที่ต้องมี เพื่อให้ธุรกิจและผู้ลงทุนแฟรนไชส์อยู่ได้

 

มองได้ว่าธุรกิจที่ไม่เล่าเรื่องต้นทุน และคุณค่า ปล่อยให้ลูกค้าตัดสินจากสิ่งที่เห็นบนแก้วเพียงอย่างเดียว จะเสียเปรียบเมื่อมีใครนำราคาไปวิจารณ์ต่อสาธารณะ

 

ในมุมของธุรกิจราคาที่ตั้งไว้จะสมเหตุสมผลหรือไม่ ขึ้นกับว่าลูกค้าเอาอะไรมาเทียบ โดนผู้ประกอบการควรรู้ก่อนว่าใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการกำหนดราคา สามารถสื่อสารไปยังกลุ่มลูกค้าทั้งในเรื่องปริมาณ, วัตถุดิบ และส่วนประกอบ ว่าทำไมถึงต้องตั้งราคาไว้แบบนี้ ซึ่งจะเป็นการลดช่องว่างระหว่างความคาดหวังกับสิ่งที่ได้รับ

 

อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกคนพอใจกับราคาเสมอไป เพราะคนที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายอาจไม่ซื้อ สิ่งที่ควรดูจริง ๆ คือลูกค้าตัวจริงกลับมาซื้อซ้ำหรือไม่ และหากต้องการให้คนกล้าลองมากขึ้น การมีเมนูหรือไซส์ราคาเข้าถึงง่ายจะเป็นประตูบานแรกให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

 

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ