“ดีพร้อม” หนุน SMEs ไทย สร้างแต้มต่อใหม่ผ่านบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก รับเทรนด์เศรษฐกิจ BCG
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) เดินหน้าขับเคลื่อนผู้ประกอบการไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) หนุนผู้ประกอบการเปลี่ยนผ่านสู่ Green Packaging ด้วย 4 กลยุทธ์ทั้ง ‘การพัฒนาองค์ความรู้ – การส่งเสริมวัสดุทางเลือก – เชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญ – สู่การผลิตจริง’ เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย และสร้างโอกาสจากตลาดบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก นายพลาวุธ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตลาดบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่องท่ามกลางผู้บริโภคที่ตระหนักถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงภาคการผลิตที่เร่งปรับกลยุทธ์เพื่อมุ่งสู่ตลาดที่มีดีมานด์ความยั่งยืนเกิดขึ้น ซึ่งกระแสและการปรับตัวที่เกิดขึ้นนี้นับเป็นโอกาสที่สำคัญของ BCG ECONOMY ของประเทศ และเป็นกลไกที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุนในระยะยาวจากการใช้วัสดุทดแทน เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ การเติบโตที่ส่งต่อไปถึงธุรกิจผลิตบรรจุภัณฑ์ พร้อมลดความเสี่ยงจากความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก และโอกาสในการขยายตลาดสู่กลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง “ปัจจุบันทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับการลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง รวมถึงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของตลาดโลก โดยข้อมูลจาก Statista ระบุว่า ตลาดบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกทั่วโลกมีมูลค่ามากกว่า 310,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2025 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 590,000 […]



กลุ่มที่ 2. ให้ต่างด้าวทำได้ 10 งาน ส่วนใหญ่เป็นงานในอุตสาหกรรมการผลิต คนไทยไม่นิยมทำ แต่จะอนุญาตให้ทำได้ภายใต้เงื่อนไข ต้องมีผู้จ้างงาน ไม่เป็นเจ้าของกิจการเอง โดยจะไม่อนุญาตให้ทำงานที่แสดงถึงอัตลักษณ์ ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย ดังนี้ 1. งานกสิกรรม เลี้ยงสัตว์ งานป่าไม้ หรืองานประมง ยกเว้นงานที่ใช้ความชำนาญเฉพาะสาขา 2. งานให้บริการวิชาชีพทางบัญชี ตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพทางบัญชี แต่ไม่รวมถึงการตรวจสอบภายใน 3. งานทำที่นอนหรือผ้าห่มนวม 4. งานทำมีด 5. งานทำรองเท้า 6. งานทำหมวก 7. งานในวิชาชีพวิศวกรรม สาขาวิศวกรรมโยธา 8. งานในวิชาชีพสถาปัตยกรรม ยกเว้นผู้ได้รับการขึ้นทะเบียนตามข้อตกลงระหว่างประเทศ 9. งานประดิษฐ์เครื่องแต่งกาย 10. งานปั้นหรือทำเครื่องดินเผา
และกลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มงานห้ามเด็ดขาดมี 28 งาน อาทิ งานแกะสลักไม้ ขับขี่ยานยนต์ ขายของหน้าร้าน เจียระไนหรือขัดเพชรพลอย งานตัดผม ดัดผม เสริมสวย งานมัคคุเทศก์ นำเที่ยว เร่ขายสินค้า โดยเพิ่มงานนวดไทย เป็นงานห้ามใหม่ 1 อาชีพ
ทั้งนี้ได้สรุปความเห็นจากจากทุกภาคส่วน เพื่อนำเสนอต่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ก่อนออกประกาศเป็นกฎกระทรวง และประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้มีผลบังคับใช้ภายใน 30 มิถุนายน 2561 เพื่อให้สอดรับกับกฎหมายใหม่จะมีผลบังคับใช้ วันที่ 1 กรกฎาคม 2561 จะมีผลทำให้คนต่างด้าวที่ลักลอบทำงานผิดกฎหมาย ทั้งนายจ้างและลูกจ้าง จะถูกลงโทษอย่างเด็ดขาด หลังจากชะลอโทษมานานแล้ว