จากจุดเริ่มต้นเดินทางไปสหรัฐฯ มีโอกาสซูชิม้วนเป็นแท่งกรวยที่ทำสดทันที สู่ KANORI Hand Roll Bar ร้าน Handroll แห่งแรกของไทย ที่วันนี้กลายเป็นธุรกิจที่ทำรายได้กว่า 400 ล้านบาทต่อปี ภายในระยะเวลาไม่ถึง 3 ปี
เบ๊นซ์ ปณิธาน, โบ๊ท ปณิธิ และเพลน ปวิตรา สามพี่น้องตระกูลกอบกุลสุวรรณ ไม่ได้เปิดร้านอาหารญี่ปุ่นเพราะอยากแข่งในตลาดที่มีอยู่แล้ว แต่เพราะพวกเขาตัดสินใจ “สร้างตลาดใหม่” ที่ยังไม่มีคนทำในไทย นี่จึงเป็นเป้าหมายที่จะเปิดร้านอาหารญี่ปุ่นที่ให้บริการในรูปแบบที่ยังไม่มีในประเทศไทยด้วยการเป็น First Mover ที่ไม่ได้หมายความว่าแค่ “เปิดก่อน” แล้วจะชนะ ความท้าทายที่ใหญ่กว่าคือการ Educate ตลาดที่ยังไม่รู้จักสินค้าของคุณ
ความต่างของร้านในสหรัฐฯ กับไทยอยู่ตรงที่ ต้นแบบ Handroll Bar ในสหรัฐฯ จะเน้นบรรยากาศดิบ ที่นั่งสูง เปิดเพลงเสียงดัง ‘โบ๊ท’ มีความเห็นว่าถ้าจะทำในไทยต้องสร้างความแตกต่าง นั่นคือร้านต้องโล่ง โปร่ง นั่งสบาย และที่สำคัญ รสชาติต้องหลากหลายกว่านี้เพราะคนไทยกิน “จัดจ้าน”

ที่มารูปภาพ: https://kanorihandroll.com/about-us/
ดังนั้น ทีมงานใช้เวลา R&D สูตรข้าว กรรมวิธีการม้วน และ Flavor Profile ให้เหมาะกับปากคนไทยก่อนเปิดสาขาแรกที่ซอยสุขุมวิท 49 ผลที่ออกมาคือ Handroll ที่ยังคงความเป็นญี่ปุ่น แต่รู้สึก “ใช่” สำหรับคนไทยตั้งแต่คำแรก
ด้วยการเตรียมตัวทำการบ้านมาอย่างหนัก ผลลัพธ์ที่ออกมาถือว่าดีเกินคาด ภายในปีครึ่ง KANORI ขยายจากสาขาเดียวเป็น 4 สาขา ครอบคลุมทำเลพรีเมียมของกรุงเทพฯ ทั้ง EmQuartier, Central Embassy และ IconSiam ตัวเลขตามมาอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับเรื่องของรายได้ที่เติยโตตามลำดับ ปี 2023 รายได้รวม 100 ล้านบาท. ปี 2024 รายได้รวมกว่า 300 ล้านบาท, ปี 2025 รายได้รวมกว่า 400 ล้านบาท ขณะเดียวกันในไตรมาสแรกของปี 2026 ธุรกิจทำรายได้ไปแล้ว 116 ล้านบาท

ที่มารูปภาพ: https://kanorihandroll.com/about-us/
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากโชค แต่มาจาก Positioning ที่ชัดเจน และการรักษาคุณภาพในทุกสาขาให้ได้มาตรฐานเดียวกัน
สิ่งที่น่าสนใจของ KANORI ในการสร้างแบรนด์ขึ้นมาให้เหมาะกับยุคสมัย นั่นคือ สมัยก่อน First Mover มักเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เพราะเปิดตลาดไปแล้ว คนที่ตามมาเป็นเบอร์ 2-3 มีเวลาเรียนรู้ข้อผิดพลาด และพัฒนาให้ดีกว่า แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว เทคโนโลยีทำให้ขยาย และปรับตัวได้เร็วกว่าเดิมมาก
แต่ถ้ามาคนแรกแล้วเก็บลูกค้าไปได้หมด อย่างไรก็ชนะตลาดได้ในที่สุด หน้าที่เราคือทำ Identity ให้แข็งแรงมากพอ นั่นคือเหตุผลที่ KANORI ไม่หยุดแค่แฮนด์โรล แต่กำลังขยายไปสู่แบรนด์น้อง Kayaki ร้านปิ้งย่างซาชิมิซีฟู้ดเจ้าแรกในไทย รวมถึงการหาหมวดหมู่ใหม่ ๆ ที่ยังไม่มีใครทำ แล้วกระโดดเข้าไปเป็นคนแรก
แนวทางนี้สามารถนำมาปรับใช้กับผู้ประกอบการ SME เพราะเรื่องราวของ KANORI ไม่ได้สอนแค่เรื่องอาหารญี่ปุ่น แต่สอนวิธีคิดธุรกิจ ทั้งการมอง “ช่องว่าง” ไม่ใช่ “คู่แข่ง” โดยตลาดที่แออัดมักมีช่องว่างที่ยังไม่ถูกเติม ลองถามตัวเองว่า “มีอะไรที่เคยไปเจอในต่างประเทศแล้วยังไม่มีในไทย?” แล้วนำแนวคิดมาปรับใช้ แต่ไม่ใช่การก็อปปี๊ ซึ่งอาจจะทดสอบกับกลุ่มเป้าหมายจริงก่อนลงทุน
เรื่องราวของ KANORI Hand roll Bar สะท้อนความเป็นตัวตนของแบรนด์ที่ไม่เหมือนใคร แม้ร้านอาหารในไทยจะมีกว่า 500,000 ราย แต่มีร้านเพียงไม่กี่รายที่สร้าง Category ใหม่ให้กับตัวเอง
เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Post Views: 99