เด็กชายวัย 1 ขวบที่ร้องไห้ไม่หยุดถ้าไม่ได้กินไอศกรีมทุกวัน จนพออายุ 10 ขวบก็แอบพ่อแม่สะพายกระติกเดินเร่ขายไอศกรีมจากหลักสี่ไปถึงดอนเมือง นี่คือจุดเริ่มต้นของ ดร.ษิริพงศ์ อัครศรียุกต์ ชายผู้ผูกพันกับไอศกรีมมาตลอดชีวิต และท้ายที่สุดกลายเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์ไอศกรีมไทยในตำนานอย่าง Hawell’s ที่วันนี้กำลังเป็นข่าวใหญ่จากการประกาศขายกิจการมูลค่า 165 ล้านบาท
ก่อนจะมีแบรนด์เป็นของตัวเอง ดร.ษิริพงศ์ผ่านเส้นทางในวงการไอศกรีมมาอย่างโชกโชน เขาเริ่มจากการเป็นพนักงานในโรงงานผลิตไอศกรีมของแบรนด์นำเข้าอย่างสเวนเซ่นส์ รับหน้าที่ผลิตและชิมไอศกรีมทุกถังก่อนส่งออกจำหน่าย ก่อนจะไปร่วมก่อตั้งไอศกรีมอังเคิลเรย์ และคิดค้นรสชาติมากถึง 60 รสชาติ ประสบการณ์ตรงจุดนี้เองที่กลายเป็นพื้นฐานความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมานานถึง 37 ปี
ต่อมาปี 2542 หลังจากแบรนด์ไอศกรีมเค้ก Donald Rabbit ที่เขาเคยทำต้องปิดตัวลงเพราะวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ดร. ษิริพงศ์ไม่ยอมแพ้ และตัดสินใจก่อตั้ง Hawell’s ขึ้นด้วยแนวคิดที่ชัดเจนคือ “เมื่อคนจนลง เราต้องขายของถูก แต่คุณภาพสูง” เขาเชื่อว่าในช่วงเวลายากลำบาก การได้กินไอศกรีมเย็นชื่นใจและเข้มข้นจะสร้างความสุขเล็ก ๆ ให้ผู้คนได้ สาขาแรกเปิดที่เซ็นทรัลปิ่นเกล้าและได้รับการตอบรับดีเกินคาด จนภายในเวลาไม่ถึง 3 ปี ขยายได้ถึง 22 สาขา กลายเป็นไอศกรีมที่เด็กยุค 90s ถึง Y2K ต้องต่อคิวซื้อทุกครั้งที่ไปห้าง

ที่มา: เฟซบุ๊ก Hawell’s
จุดแข็งที่ทำให้ Hawell’s ยืนระยะได้นานถึง 37 ปีนับจากจุดเริ่มต้นในวงการ ไม่ได้อยู่ที่การขยายสาขาต่อเนื่องแบบไม่หยุด แต่อยู่ที่ความสม่ำเสมอของคุณภาพ และรสชาติที่กลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เนื้อไอศกรีมนุ่มละเอียด หอมกลิ่นนม รสชาติเข้มข้นกล่มกล่อม จนหลายคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นแบรนด์นำเข้าจากต่างประเทศ ความเข้มข้นของรสชาตินี้เองที่กลายเป็นสินทรัพย์ที่ทรงพลังที่สุดของแบรนด์ เพราะแม้ธุรกิจจะต้องปิดตัวลงจากปัญหาพื้นที่ในห้าง แต่ความทรงจำและความคิดถึงของลูกค้าก็ไม่เคยจางหาย
สิ่งที่พิสูจน์ความแข็งแกร่งของแบรนด์นี้ คือการกลับมาถึง 3 ครั้งในรอบกว่า 20 ปี แต่ละครั้งเกิดจากกระแสเรียกร้องของลูกค้าเป็นหลัก ไม่ใช่การตลาดที่ปั้นขึ้นมาใหม่ ทั้งช่วงปี 2564 ที่กลับมาขายผ่านออนไลน์ในยุคโควิด จนถึงการเปิดร้านสแตนด์อโลนสาขาแรกที่ลำโพ บางบัวทอง เมื่อปี 2566 ซึ่งวันเปิดร้านมีลูกค้าแน่นจนไอศกรีมดิปแข็งตัวไม่ทันขาย และวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ทำยอดขายได้เกือบ 50,000 บาทต่อวัน สะท้อนว่าฐานแฟนคลับของแบรนด์ยังเหนียวแน่นข้ามรุ่นจริง ๆ

ที่มา: เฟซบุ๊ก Hawell’s
แม้แบรนด์จะแข็งแกร่งด้านรสชาติและมีฐานลูกค้าที่ภักดี แต่ปัญหาเดิมที่เคยทำให้ Hawell’s ต้องปิดตัวก่อนหน้านี้ก็ยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่ นั่นคือการหาพื้นที่ในห้างสรรพสินค้า
ดร.ษิริพงศ์ระบุว่าตลอด 2 ปีที่ผ่านมาพยายามติดต่อห้างเพื่อขอเปิดสาขาอย่างต่อเนื่อง แต่ได้รับคำตอบว่าไม่มีพื้นที่ว่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งที่ในความเป็นจริงมีพื้นที่ว่างจากร้านเดิมที่ย้ายออกไปอยู่หลายแห่ง ปัญหาเชิงโครงสร้างนี้เองที่ทำให้แผนขยายสาขาสะดุดซ้ำแล้วซ้ำเล่า และกลายเป็นเหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ตัดสินใจหาผู้รับช่วงต่อกิจการในที่สุด
การประกาศขายกิจการมูลค่า 165 ล้านบาทครั้งนี้ จึงไม่ได้เกิดจากธุรกิจล้มเหลว หรือแบรนด์เสื่อมความนิยม แต่เป็นการส่งต่อสินทรัพย์ที่มีทั้งที่ดิน โรงงาน เครื่องจักร แบรนด์ และองค์ความรู้สั่งสมมาตลอด 37 ปี ให้กับผู้ที่มีศักยภาพมากพอจะฝ่าฟันอุปสรรคด้านพื้นที่ที่ผู้ก่อตั้งเดิมไม่สามารถแก้ได้ด้วยตัวเองอีกต่อไป

ที่มา: เฟซบุ๊ก Hawell’s
นอกเหนือจากปัญหาเรื่องพื้นที่ในห้าง ดร.ษิริพงศ์เปิดเผยว่าเหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้ตัดสินใจขายกิจการในเวลานี้คือเรื่องส่วนตัว เขาได้วางแผนเรื่องการออกบวชมาแล้วกว่า 15 ปี โดยตั้งเป้าไว้ว่าจะมีเวลาอีกเพียง 2 ปีก่อนจะออกบวชปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง ซึ่งภรรยาและลูกก็ได้เตรียมใจกันไว้ล่วงหน้าแล้ว เมื่อประเมินว่าเวลาที่เหลือไม่เพียงพอจะขยายธุรกิจให้เติบโตไปทั่วประเทศ และทั่วโลกได้ทันตามที่ตั้งใจ เขาจึงเลือกใช้ช่วง 2 ปีสุดท้ายนี้ให้กับครอบครัว พร้อมกับเตรียมตัวด้านจิตใจ แทนที่จะฝืนบริหารธุรกิจต่อไปโดยไม่มีเวลาดูแลอย่างเต็มที่ พร้อมมองว่าการส่งไม้ต่อให้ผู้ที่มีศักยภาพและมีเวลามากกว่า จะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับทั้งแบรนด์ และตัวเขาเอง
การตัดสินใจครั้งนี้จึงสะท้อนมุมมองที่ต่างจากผู้ประกอบการทั่วไป คือการมองว่าความสำเร็จทางธุรกิจไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดของชีวิตเสมอไป เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ต้องเลือกระหว่างการทุ่มเทให้ธุรกิจต่อไปกับการให้เวลากับสิ่งที่มีความหมายมากกว่าสำหรับตัวเอง การรู้จักปล่อยมือในจังหวะที่เหมาะสมก็อาจเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องไม่แพ้การฝืนเดินหน้าต่อ
เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ
Post Views: 103