พีช พชร

‘พีช พชร’ ไม่ขายมัทฉะในร้าน UNO! Coffee? ถอดกลยุทธ์แยกแบรนด์ปั้น DOS! Matcha

ในโลกธุรกิจเครื่องดื่มที่แข่งขันดุเดือด แบรนด์กาแฟที่ประสบความสำเร็จแล้วมักเลือกเดินเกมง่ายที่สุดคือ “เพิ่มเมนูใหม่” เข้าไปในร้านเดิม แต่ UNO! Coffee แบรนด์กาแฟที่มี พีช พชร จิราธิวัฒน์ อยู่เบื้องหลังกลับเลือกเส้นทางที่แตกต่างออกไป ด้วยการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ DOS! Matcha ที่ถูกแยกออกมา

 

DOS! Matcha เปิดตัว Pop-up Store ภายใต้คอนเซปต์ “Great Matcha for All” ชูจุดเด่นด้านความเข้มข้น คุ้มค่า เข้าถึงง่าย เริ่มต้นเพียง 60 บาท ขายเมื่อวันที่ 7-28 สิงหาคม 2569 ที่เซ็นทรัลลาดพร้าว เปิดแค่ 22 วันเท่านั้น

 

 

แม้ว่าจะประสบความสำเร็จจาก UNO! Coffee ที่ฮิตติดตลาด เป็นเมนูเครื่องดื่มสุดโปรดของใครหลายคน และขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง แต่การออกเมนูใหม่ แบรนด์ใหม่จึงเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ชวนหาคำตอบถึงการตัดสินใจในกลยุทธ์นี้

 

ทำไมต้องแยกแบรนด์ ไม่ใช้ชื่อเดิม

 

หัวใจสำคัญคือเรื่อง Positioning หรือพื้นที่ที่แบรนด์ครองอยู่ในใจผู้บริโภค UNO! มีภาพจำที่ชัดเจนอยู่แล้วในฐานะแบรนด์กาแฟ หากนำมัทฉะคุณภาพสูงเข้าไปแทรกในเมนูเดิม อาจทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์กว้างขึ้นจนผู้บริโภคเริ่มไม่แน่ใจว่า UNO! เชี่ยวชาญเรื่องใดเป็นหลัก และอาจลดทอนความน่าเชื่อถือในฐานะผู้เชี่ยวชาญกาแฟที่สร้างมาอย่างยาวนาน

 

 

การแยกแบรนด์ใหม่จึงเปิดพื้นที่ให้ DOS! สร้างเรื่องราวของตัวเองได้เต็มที่ ตั้งแต่คอนเซปต์ไปจนถึงชื่อเมนูเฉพาะตัว โดยไม่ต้องแบกภาระต้องสอดคล้องกับภาพจำเดิมของพี่ใหญ่ นี่คือหลักการแบ่งส่วนตลาดที่ทำให้แบรนด์ออกแบบเมนู ราคา  และประสบการณ์ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายคนรักมัทฉะโดยเฉพาะ ต่างจากกลุ่มลูกค้ากาแฟที่อาจมีพฤติกรรม และความคาดหวังคนละแบบ

 

กลยุทธ์ Brand Extension ขยายพอร์ตด้วยแบรนด์ลูก

 

การแยก DOS! ออกมาไม่ได้เป็นแค่เรื่องการตลาด แต่คือการขยาย Portfolio ธุรกิจอย่างมีระบบ แม้ UNO! จะแข็งแรงในตลาดกาแฟ แต่การเติบโตในตลาดเดิมย่อมมีเพดาน การสร้างแบรนด์ลูกที่แยกอิสระช่วยให้บริษัทแม่มีช่องทางรายได้ใหม่ โดยไม่ต้องเสี่ยงกับชื่อเสียงของแบรนด์หลัก หากแบรนด์ลูกทดลองตลาดแล้วไม่เป็นไปตามคาด ก็ปรับหรือถอยได้ ตามที่ระบุช่วงระยะเวลาที่ยังไม่ได้เปิดตลอด โดยไม่กระทบความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีต่อ UNO! Coffee แต่อย่างใด

 

ขณะเดียวกัน การใช้ชื่อ “DOS!” ที่สื่อถึงความเป็นน้องชายของ UNO! ก็เป็นการดึงต้นทุนความน่าเชื่อถือของแบรนด์แม่มาช่วยแบรนด์ใหม่ในช่วงเริ่มต้นได้บางส่วน โดยไม่ต้องเสียเวลาสร้างการรับรู้จากศูนย์ทั้งหมด นี่คือสูตรที่ธุรกิจใหญ่ระดับโลกใช้กันเป็นปกติ หากมีแบรนด์หลักแข็งแรงแล้วก็สามารถทำตามได้ในสเกลที่เล็กลง เช่น ร้านอาหารที่มีชื่อเสียงด้านอาหารไทย อาจแตกแบรนด์ย่อยสำหรับของหวานหรือเครื่องดื่มโดยเฉพาะ แทนที่จะยัดทุกอย่างไว้ในเมนูเดียว

 

จับจังหวะเทรนด์มัทฉะที่กำลังร้อนแรง

 

การเลือกเปิดตัวด้วยมัทฉะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะตลาดคาเฟ่ไทยในปี 2569 แม้จะเติบโตชะลอลงบ้าง แต่ยังมีกลุ่มสินค้าที่โดดเด่นสวนกระแส โดยเฉพาะมัทฉะ ที่มีกระแสในโซเชียล และมีแบรนด์หน้าใหม่ผุดขึ้นต่อเนื่องตลอดปี ทั้งจากผู้มีอิทธิพลบนโซเชียลไปจนถึงการคอลแลบข้ามแบรนด์ สะท้อนให้เห็นว่ามัทฉะไม่ใช่แค่เมนูเสริมอีกต่อไป แต่กลายเป็นหมวดสินค้าที่มีกำลังซื้อของตัวเองชัดเจน

 

 

การที่ UNO! Coffee ตัดสินใจกระโดดเข้าสู่ตลาดนี้ในจังหวะที่กระแสยังร้อนแรง แสดงให้เห็นถึงความไวในการอ่านเทรนด์ผู้บริโภค และกล้าลงทุนขยายธุรกิจข้ามหมวดหมู่ในขณะที่ยังมีความได้เปรียบด้านฐานลูกค้าเดิมและพื้นที่ขายผ่านช่องทางของกลุ่มเซ็นทรัล บทเรียนที่ได้จากเรื่องนี้คือการหมั่นสังเกตเทรนด์ตลาดที่กำลังมาแรงอย่างใกล้ชิด และประเมินว่าธุรกิจของตัวเองมีต้นทุนความรู้หรือฐานลูกค้าที่พร้อมต่อยอดเข้าสู่หมวดสินค้าใหม่นั้นได้หรือไม่ ก่อนที่ตลาดจะเริ่มอิ่มตัวจากผู้เล่นรายอื่นที่ตามเข้ามาทีหลัง

 

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ