ไทยเบฟ

‘ไทยเบฟ’ เล็งขายธุรกิจแฟรนไชส์ KFC ในไทย เมื่อ “ตัดทิ้ง” คือการตัดสินใจที่ฉลาดที่สุด

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานข่าวที่อาจสร้างความแปลกใจ เมื่อ ‘ไทยเบฟเวอเรจ’ เจ้าของอาณาจักรเครื่องดื่มรายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการขายธุรกิจแฟรนไชส์ KFC ในประเทศไทย

 

สำหรับกระบวนการตอนนี้มีการดึง Bank of America เข้ามาช่วยสำรวจความสนใจของนักลงทุน ขณะที่กระบวนการยังอยู่ในขั้นต้น ทั้งสองฝ่ายยังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะออกมาเป็นอย่างไร โดยสามารถออกได้ทุกหน้า ไม่ว่าจะเป็น แฟรนไชส์ถูกขายออกไป กับ ยังคงอยู่ในพอร์ตของธุรกิจต่อ

 

ย้อนกลับไปในปี 2560 ไทยเบฟได้เข้าซื้อกิจการ KFC จำนวน 240 สาขา ด้วยมูลค่าราว 11,400 ล้านบาท ผ่านบริษัทย่อยชื่อ QSA และขยายสาขาต่อเนื่องจนปัจจุบันมีมากกว่า 500 สาขาทั่วประเทศ นับเป็นผู้บริหารแฟรนไชส์ KFC รายใหญ่ที่สุดในไทย แซงหน้ากลุ่มเซ็นทรัลที่มี 347 สาขา และ Devyani International จากอินเดียที่มีอีกกว่า 240 สาขา

 

 

การเกิดกระแสข่าวว่ามีการเล็งขายแฟรนไชส์ KFC ที่อยู่ในมือของบริษัทออกไป นำมาสู่คำถามชวนให้หาคำตอบ เพราะภายในระยะเวลา 8 ปี ที่ดำเนินการก็จะถูกปล่อยออกไปแล้ว

 

ก่อนจะเข้าใจว่าทำไมไทยเบฟถึงเตรียมขาย ต้องเข้าใจก่อนว่าธุรกิจ KFC ให้ผลตอบแทนอย่างไรเมื่อเทียบกับธุรกิจหลัก

 

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ธุรกิจอาหาร โดยส่วนใหญ่คือ KFC มียอดขายสูงถึง 11,300 ล้านบาท แต่กำไรสุทธิอยู่ที่เพียง 54 ล้านบาท คิดเป็น 0.5% และยังลดลง 21.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน ในขณะเดียวกัน ธุรกิจสุราของไทยเบฟทำอัตราส่วนกำไร สูงถึง 17.9% และคิดเป็น 73% ของกำไรรวมทั้งกลุ่ม

 

หลายคนอาจมองว่าการขายธุรกิจที่มีรายได้ระดับหมื่นล้านคือการ “ถอย” แต่ในทางกลยุทธ์ธุรกิจ นี่คือตัวอย่างคลาสสิกของสิ่งที่เรียกว่า Portfolio Rationalization หรือการปรับพอร์ตให้คมขึ้น

 

ไทยเบฟสร้างชื่อ และความได้เปรียบในการแข่งขันจากธุรกิจเครื่องดื่ม ทั้งสุรา เบียร์ เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ รวมถึงแบรนด์อย่าง Chang, Ruang Khao และ Oishi นั่นคือ DNA ที่แท้จริงของบริษัท แต่ธุรกิจร้านอาหาร QSR อย่าง KFC มีโครงสร้างที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งการบริหารคน สต๊อกวัตถุดิบสด มาตรฐานการดำเนินสาขา และค่า Royalty Fee ที่ต้องส่งให้ Yum! Brands เจ้าของแบรนด์ระดับโลก ทุกปัจจัยเหล่านี้ดึงพลังงานและทรัพยากรของผู้บริหารออกจากธุรกิจหลักอย่างเงียบ ๆ

 

 

มีหลักคิดสำคัญในการบริหารธุรกิจที่ว่า สิ่งที่ “ดูดีบนกระดาษ” อาจกลายเป็นตัวถ่วงในทางปฏิบัติ เมื่อธุรกิจหนึ่งสร้างรายได้จำนวนมากแต่กำไรน้อย มันไม่เพียงแต่ฉุดตัวเลขโดยรวม แต่ยังเบียดบังเวลาและสมาธิของผู้บริหารที่ควรจะไปโฟกัสกับธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

 

เงินที่ได้จากการขาย KFC มีแนวโน้มอย่างมากที่จะถูกนำไปสองทาง คือลดภาระหนี้ และเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจเครื่องดื่มที่ Margin สูงกว่า 17 เท่า ซึ่งเป็นทิศทางที่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง

 

กล่าวง่าย ๆ คือ ธุรกิจที่มีรายได้หมื่นล้านบาทกลับสร้างกำไรได้น้อยกว่าธุรกิจหลักที่ทำขนาดเล็กกว่าหลายเท่า ตัวเลขชุดนี้คือจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจทั้งหมด ดังนั้น การเลือกขายในช่วงที่แบรนด์ยังคงแข็งแกร่ง ดูได้จากจำนวนสาขาที่มีมากกว่า 500 แห่ง และมีรายได้ระดับหมื่นล้าน นี่คือสิ่งที่เรียกว่า การขายจากจุดแข็ง ซึ่งให้อำนาจต่อรองและมูลค่าในการขายที่สูงกว่ามาก ในทางกลับกันการรอให้อัตรากำไรลดลงอีกก่อนตัดสินใจขาย หมายความว่ายิ่งรอ ยิ่งขายได้ในราคาที่ต่ำกว่า การเลือกออกตอนนี้จึงเป็นการอ่านเกมระยะยาวที่น่าสนใจ

 

ที่มา: Bloomberg, marketingoops, kaohooninternational

 

เรืื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ