แม้มหาอำนาจฝั่งตะวันตกจะครองตลาดโลก แต่ไอศกรีมไทยกลับสร้างชื่อด้วยการคว้าตำแหน่งผู้ส่งออกอันดับ 1 ของเอเชียอย่างแข็งแกร่ง พร้อมทำรายได้ทะลุสี่พันล้านบาท ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนจัดและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปสู่เทรนด์สุขภาพและนวัตกรรมใหม่ ๆ นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการคลายร้อน แต่เป็นสมรภูมิการค้าที่ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อมุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
อุตสาหกรรมไอศกรีมไทยกำลังแสดงศักยภาพอย่างโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ในเวทีการค้าโลก โดยข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เผยว่าในปี 2568 ประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออกไอศกรีมสูงถึง 136.3 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4,477 ล้านบาท แม้จะมีการปรับตัวลดลงเล็กน้อยที่ร้อยละ 0.77 แต่ไทยยังคงครองตำแหน่งผู้ส่งออกไอศกรีมอันดับ 1 ของเอเชียได้อย่างแข็งแกร่ง พร้อมรั้งอันดับ 12 ของโลก ท่ามกลางการแข่งขันกับมหาอำนาจฝั่งยุโรปและสหรัฐอเมริกา เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส เบลเยียม และอิตาลี โดยไทยมีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ร้อยละ 1.9 ในตลาดโลก ผ่าน 5 ตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และเกาหลีใต้

ด้านแนวโน้มตลาดภายในประเทศ Euromonitor International บริษัทสำรวจข้อมูลทางการตลาดระดับโลก ได้คาดการณ์ว่าในปี 2569 ตลาดไอศกรีมไทยจะฟื้นตัวอย่างก้าวกระโดดจนมีมูลค่าแตะ 1.26 หมื่นล้านบาท หรือเติบโตขึ้นร้อยละ 4 โดยมีปัจจัยหนุนจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดอันเนื่องมาจากอิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนีโญ ร่วมกับการฟื้นตัวของกำลังซื้อผู้บริโภค ซึ่งไอศกรีมแบบรับประทานทันทียังคงเป็นตัวชูโรงหลักด้วยสัดส่วนยอดขายสูงถึงกว่าร้อยละ 90 ของตลาดรวม สะท้อนถึงพฤติกรรมคนไทยที่นิยมซื้อไอศกรีมเพื่อเติมความสดชื่นระหว่างวันผ่านร้านสะดวกซื้อ และร้านโชห่วยที่เปิดให้บริการครอบคลุมทุกพื้นที่
อย่างไรก็ตาม สมรภูมิไอศกรีมยุคใหม่ไม่ได้แข่งขันกันเพียงแค่การดับร้อน แต่ต้องเผชิญกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยมี 4 เทรนด์สำคัญที่เป็นกุญแจขับเคลื่อนธุรกิจ ได้แก่
การตลาดพลังแฟนคลับ: มุ่งสร้างประสบการณ์ให้กลุ่ม Gen Z ผ่านศิลปิน T-Pop และอินฟลูเอนเซอร์
นวัตกรรมและความแปลกใหม่: พัฒนาสินค้ารูปแบบใหม่ เช่น ไอศกรีมโมจิ แซนด์วิช หรือรสชาติพิเศษแบบ Limited Edition
ตลาดพรีเมียมที่จับต้องได้ (Affordable Premium): ผู้บริโภคยินดีจ่ายเพิ่มขึ้นเพื่อคุณภาพและรางวัลชิ้นเล็กๆ ให้ตนเอง
ความอร่อยต้องมาก่อน: แม้กระแสสุขภาพจะมาแรง แต่ไอศกรีมที่สำเร็จต้องเป็นแบบ Guilt-manageable Indulgence หรืออร่อยแต่รู้สึกผิดน้อยลง ขณะที่สินค้าเน้นสุขภาพจ้าวเกินไปอย่าง Plant-based ยังคงมีข้อจำกัดในการเข้าถึงตลาดมวลชน
การเติบโตอย่างยั่งยืนของธุรกิจไอศกรีมไทย จึงก้าวข้ามการต่อสู้ด้วยราคาหรือรสชาติแบบเดิม ๆ ไปสู่การปรับกลยุทธ์เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่ผู้บริโภค ผู้ประกอบการไทยที่สามารถนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ ดึงพลังจากสื่อสังคมออนไลน์ และรักษาสมดุลระหว่างรสชาติ ความคุ้มค่า และเทรนด์สุขภาพได้อย่างลงตัว จะเป็นผู้ที่สามารถเพิ่มมูลค่าให้สินค้า ปรับตัวได้ทันท่วงที และเปลี่ยนความท้าทายนี้ให้เป็นโอกาสในการเติบโตในระดับสากลได้อย่างมั่นคง
เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ
Post Views: 161