ถ้าไปวิ่งที่สวนลุมพินีช่วงนี้ จะเห็นภาพที่ไม่ธรรมดา นั่นคือร้าน SBS น้ำฝรั่งสวนลุม ที่มีคนต่อแถวยาวบริเวณประตู 3 บางคนซื้อแล้วถ่ายรูปทันที บางคนไลฟ์สด บางคนโพสต์ลง TikTok ทั้งที่ร้านเล็ก ๆ นี้ แถบใช้การโฆษณาน้อยมาก ไม่มีพรีเซนเตอร์ ไม่เคยซื้อ Ads บนโซเชียล
สิ่งที่หลายคนไม่รู้ คือร้านนี้ไม่ได้เพิ่งเปิด จุดเริ่มต้นของบริษัท อินทัชธนกร จำกัด เจ้าของแบรนด์ SBS มาจากร้านเต้าหู้เล็กๆ ที่ย่านตลาดพลูเมื่อปี 2498 หรือกว่า 70 ปีที่แล้ว และต่อมาได้แตกไลน์มาเปิดหน้าร้านน้ำผลไม้บริเวณประตู 3 ของสวนลุมพินีเมื่อกว่า 20 ปีก่อน ภายใต้ชื่อแบรนด์ว่า SBS Marketthink ทำเลเดิม สูตรเดิม ทีมเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยน แต่โลกที่อยู่รอบๆ ร้านต่างหากที่เปลี่ยนไป
อย่างไรก็ตาม จุดเด่นของน้ำผลไม้ร้านนี้ คือการเลือกใช้ฝรั่งสายพันธุ์แป้นสีทองและพันธุ์กิมจู มาคั้นรวมกันสดๆ แบบไม่ใส่วัตถุกันเสีย จึงออกมาเป็นน้ำฝรั่งรสชาติหวานสดชื่นแบบธรรมชาติ มีสองสูตรคือเติมน้ำตาล 2% และไม่ใส่น้ำตาล บรรจุทั้งขวดและถุง ราคาเริ่มต้นที่ 25 บาทสำหรับขนาด 250 มิลลิลิตร ซึ่งเป็นอาวุธที่ดูเหมือนไม่สำคัญแต่สำคัญมาก เพราะมันทำให้ “barrier to trial” ที่ใคร ๆ ก็ลองได้ และเมื่อลองแล้วติดใจ การบอกต่อก็เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

แม้เรื่องราวจะฟังดูธรรมดา แต่นี่กลายเป็นจุดแข็งที่แท้จริงของแบรนด์ เพราะในยุคที่ผู้บริโภคใส่ใจกับสุขภาพตัวเองมากขึ้น การหาข้อมูลอาหาร-เครื่องดื่ม เป็นสิ่งที่ต้องทำ เพราะพวกเขาอยากรู้ว่าใส่อะไรลงไปบ้าง เช่นเดียวกับเรื่องโลเคชัน ร้าน SBS ไม่ได้อยู่แค่ในสวนสาธารณะ แต่อยู่ในจุดที่คนออกกำลังกายต้องผ่าน
แน่นอนว่าด้วยระยะเวลาความยาวนานของการก่อตั้งร้านกว่า 20 ปี ร้านนี้จึงเป็นที่จดจำ และเป็นส่วนหนึ่งของคนรักสุขภาพมาอย่างยาวนาน ลูกค้าในช่วงแรกคือกลุ่มผู้สูงอายุที่นัดรวมตัวกันในสวนทุกเช้า และต่อมาหลัง COVID-19 วัยรุ่นมาวิ่งกันอย่างจริงจัง มีโค้ช มีตารางซ้อม บางกลุ่มใช้หน้าร้านเป็นจุดนัดพบ นี่คือโลเคชันที่ไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงิน มันคือผลพลอยได้จากการขายมาอย่างยาวนาน
นอกจากนี้ ถ้าลองสังเกตดีๆ จะแทบไม่เห็นโฆษณาของแบรนด์ตามสื่อเลย หลายๆ คนรู้จักน้ำฝรั่งแบรนด์นี้ผ่านโซเชียลมีเดียของเพื่อนๆ หรืออินฟลูเอนเซอร์เป็นส่วนใหญ่ จนคล้ายกับกลยุทธ์การตลาดที่ชื่อว่า UGC (User Generated Content) ซึ่งถึงแม้แบรนด์อาจไม่ได้ตั้งใจวางแผนการตลาดแบบนี้ แต่ก็ทำให้เห็นว่าออร์แกนิกคอนเทนต์เป็นการตลาดที่แข็งแกร่งมากในยุคที่ลูกค้าชอบดูอะไรเรียลๆ และพร้อมจะเชื่อคอนเทนต์ที่ไม่ปรุงแต่ง
เหตุผลที่คนถ่ายรูปกับน้ำฝรั่งแล้วโพสต์ ไม่ใช่แค่เพราะน้ำอร่อย แต่เพราะมันสื่อความหมายบางอย่าง ภาพถุงน้ำฝรั่งสีเขียวในมือหลังวิ่ง คือการบอกว่า “ฉันออกกำลังกาย ฉันรักสุขภาพ ฉันอยู่ในที่ที่คูลในตอนนี้” มันไม่ใช่แค่รีวิวเครื่องดื่ม แต่คือ identity badge ที่ผู้บริโภคยุคนี้ใช้นิยามตัวเอง

ความจริงคือ SBS ไม่ได้เปลี่ยนอะไร แต่โลกเปลี่ยนแล้วเดินมาหาร้าน ช่วงหลังๆ เทรนด์รักสุขภาพมาแรง คนหันมาออกกำลังกายมากขึ้น ทำให้มีคนเข้ามาใช้บริการสวนลุมพินีมากขึ้น เห็นได้ชัดจากเทรนด์การวิ่ง และเต้นแอโรบิก พอคนมาที่สวนลุมพินีเยอะขึ้น ก็หมายความว่ามีโอกาสที่คนจะเห็นร้านน้ำฝรั่ง SBS มากขึ้นตามไปด้วย
เรื่องของ SBS น้ำฝรั่งสวนลุม สอนอะไรหลายอย่างที่น่าคิดอย่างแรกคือ คุณภาพสินค้าคือการตลาดที่คืนทุนดีที่สุด ไม่มีงบโฆษณาก็แมสได้ถ้าของดีพอที่คนอยากบอกต่อ อย่างที่สองคือ Consistency คือ moat ที่ซื้อไม่ได้ การทำของเดิมในจุดเดิมนานพอ คือสิ่งที่คู่แข่งรายใหม่เลียนแบบไม่ได้แม้จะมีงบมากกว่า อย่างที่สามคือ อย่าต่อสู้กับเทรนด์ ให้เตรียมตัวรอเทรนด์มาหา ธุรกิจที่มีรากฐานแข็งแกร่ง และสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการพื้นฐาน มักได้ประโยชน์จากกระแสสังคมโดยไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่ม
เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
Post Views: 98